งานเสวนา IRPLUS  “ กลยุทธ์การสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิของบริษัทจดทะเบียน” ในวันที่ 7 มิถุนายน 2553

ผู้ร่วมเสวนา :             1. คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร     ประธานกรรมการบริหาร  บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

                                2. คุณมนรัฐ ผดุงสิทธิ์             กรรมการผู้จัดการ  บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด

                                3. คุณภัทรลดา สง่าแสง          ผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์  บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)

                               

การสื่อสารข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด

 

คุณภัทรลดา  การเปิดเผยข้อมูลนั้นมีความสำคัญมาก อย่างเช่น ไทยออยล์ เข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2004 เมื่อ 6 ปีที่แล้วเปิดตัวครั้งแรกขายจุดแข็งได้ต่างๆ นานา และเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลง ตลาดหลักทรัพย์เปลี่ยน นักลงทุนเปลี่ยน ตัวบริษัทฯ เองก็เปลี่ยน สินทรัพย์ การลงทุน แนวโน้มของรายได้ ของบริษัทก็มีการเปลี่ยน ไปตามวัฎจักรของธุรกิจ ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้นักลงทุนที่อยู่ในตลาด 2-3 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย นั้นได้รับข้อมูลของบริษัทให้มากที่สุด และถ้าเราต้องการจะต้องการให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย จะทำยังไงให้ต่างประเทศได้มองเห็นเรา ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเห็นวันแรกเพียงเท่านั้น แต่บริษัทฯ จะต้องทำให้นักลงทุนเห็นในวันต่อไป ซึ่งการสื่อสารข้อมูลไปนั้นเป็นสิ่งที่อยากเหมือนการงมเพชรในตม เพราะฉะนั้นการคิดว่าจะสื่อสารข้อมูลที่จำเป็นไปยังนักลงทุน เพื่อเอาไปใช้วิเคราะห์ได้อย่างเร็วๆ และติดตามรายละเอียดของบริษัทฯต่อไป มันก็จะยากที่นักลงทุนจะเจอเรา อันนี้ในกรณีบริษัทขนาดใหญ่ และถ้าเป็นบริษัทขนาดเล็กที่วันแรกๆ ที่เข้าทำการซื้อขายเป็นบริษัทจดทะเบียนนั้น อาจจะไม่มีการเปิดตัวด้านการตลาดมากเท่าบริษัทใหญ่ๆ เราจึงต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะสื่อสารข้อมูลไปยังนักลงทุน บางบริษัทอาจจะไม่มีโบรกเกอร์ หรือนักวิเคราะห์เข้ามาช่วย บริษัทจะต้องทำการเผยแพร่ หรือสื่อสารข้อมูลไปยังนักลงทุนเอง ฉะนั้นบริษัทต้องมาคิดเองว่าจะทำอย่างไร จะต้องคิดว่าข้อมูลต่างๆ ที่บริษัทจะนำออกมานั้นมันสำคัญ และเป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ให้กับนักลงทุนหรือไม่ ในการคิดค้นข้อมูลต่างๆ ออกมาแล้วนั้นจะต้องคิดว่า Investment Highlight ข้อมูลจุดขายเราคืออะไร ซึ่งคุณภาพของการที่จะฉายภาพบริษัทให้นักลงทุนดูนั้นสำคัญ และเค้าก้อจำภาพนั้นของเราในใจไว้ว่าเราน่าสนใจ หรือดีอย่างไร แต่งานนักลงทุนสัมพันธ์กลับไม่ได้ตอบโจทย์ตรงนั้นหรือบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญในแง่ว่า นักลงทุนได้ภาพที่สวยหรือไม่สวย แต่มันเป็นเรื่องของกระบวนการคิดและวางแผน กระบวนการนักลงทุนสัมพันธ์ไม่ใช่แค่ IR  ไล่มาตั้งแต่ CEO CFO หรือผู้บริหารระดับสูง จนถึง IR ทุกๆ อย่างต้องวางแผนกันล่วงหน้ากัน 2-3 ปี แต่อย่างน้อย 1-3 ปี ต้องคิดไปเรื่อยๆ ว่าบริษัทโตไปทางไหน เพราะนักลงทุนเค้าจะตามดูว่าเราทำได้อย่างนั้นจริงๆ

 

คุณไพบูลย์  การสื่อสารข้อมูลไปยังนักลงทุนนั้นคิดว่ามันสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันเม็ดเงินสามารถไปลงทุนที่ไหนก็ได้ เพราะหลายบริษัทฯนั้นกำลังช่วงชิงเม็ดเงินกันอยู่ เพราะบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยก็ 500 กว่าบริษัท และอื่นๆ อีกมากมาย และบริษัทไหนที่สามารถสื่อสารข้อมูลของบริษัทไปยังนักลงทุน เพื่อให้นักลงทุนนำไปประกอบการตัดสินใจ และเลือกเข้าไปลงทุนได้ บริษัทเหล่านั้นก็จะได้เม็ดเงินนั้นไป ข้อดีในการเปิดเผยข้อมูลทำให้ราคาหุ้นของเราสะท้อนกับปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น คือการที่เราเปิดเผยข้อมูลน้อย หรือไม่ให้ หรือบางทีให้ข้อมูลในข่วงข่าวดี แต่เมื่อมีข่าวไม่ดีก็จะไม่ให้ข้อมูล หรือให้น้อยเกินไป อันนั้นก็จะไม่มีความสม่ำเสมอของการให้ข้อมูล ตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี จะทำให้ราคาหุ้นถูก Discount  และสำหรับในปัจจุบันนี้เป็นช่วงที่การให้ข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการประกาอบการตัดสินใจ เพราะถ้าเราต้องการที่จะให้ราคาหุ้นของเราสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเราจะต้องให้ข้อมูลของบริษัทให้ครบถ้วน และสม่ำเสมอ ในบางบริษัทฯ เคยพูดว่าหุ้น UNDER VALUE ราคาหุ้นถูกกว่า  book value  ไม่ถึงครึ่งนึง ราคาต่ำกว่าราคาต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วบริษัทจดทะเบียนนั้นไม่ควรต่ำกว่า book value ถ้าเรามีความแน่วแน่ต้องการที่จะให้ข้อมูลนั้นให้เป็นบริษัทจดทะเบียนที่แท้จริงจะต้องเปิดเผยข้อมูล จะต้องทำให้บริษัทเข้าถึงได้ง่ายในแง่ของนักลงทุนต้องการติดต่อ สอบถามข้อมูลได้ง่าย และต้องมีประตูเปิดไว้เพื่อต้อนรับผู้ที่ต้องการข้อมูลได้ทันที โดยอาจจะใช้แผนก IR เพื่อคอยเป็นประตูแรกของบริษัทในการสอบถามข้อมูล โดยจะต้องคิดว่านักวิเคราะห์ นักลงทุน ผู้จัดการกองทุน ผู้ถือหุ้นนั้น เป็นลูกค้าท่านทั้งนั้นเลย ต้องให้ความสำคัญมากๆ ว่าต้องการข้อมูลอะไร และจะต้องจัดเตรียมให้ทันที ทำให้เค้ามีความรู้สึกว่าดี และกล้าเข้ามาลงทุน ถ้านักลงทุนรุ้สึกว่าไม่มั่นใจกับการให้ข้อมูลของบริษัทตรงไหน นักลงทุนจะไม่มองบริษัทนั้นเลย หลังจากการให้ข้อมูลแล้วนั้นจะต้องให้เข้าถึง CEO , CFO , ผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในตัวบริษัท โดยสรุปแล้วว่าถ้าบริษัทต้องการให้ราคาหุ้นสะท้อนกับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นของบริษัท ก็ต้องเปิดเผยข้อมูลพื้นฐานให้ครบถ้วน

 

คุณมนรัฐ  :   โดยพื้นฐานทางเราเป็นผู้จัดการกองทุน คิดว่าความหมายของ IR เป็นหน้าต่างเหมือนกัน คือจะนำเสนอการเป็นผู้บริหาร วิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูง วัฒนธรรมขององค์กร การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ควรเปิดเผย และเวลาเราเป็นผู้จัดการกองทุนเข้าไปพบกับ IR เราสังเกตได้ว่าจะพบแต่เจ้าหน้าที่ IR ซึ่งเราจะไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกับผู้บริหารระดับสูง แต่ IR เราเจอได้บ่อย ซึ่งทำให้เรามองว่า IR เป็นภาพสะท้อนที่ดีที่สุดที่เราจะมองเห็นตัวบริษัท ถ้า IR เป็นตัวสะท้อนภาพบริษัทในแง่ดี ภาพพจน์ของบริษัทก็จะถูกมองไปในทางที่ดี แต่ถ้า IR สะท้อนภาพบริษัทในแง่ที่ไม่ดี ภาพพจน์ที่เราจะลงทุนก็จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง IR จะเป็นตัวสะท้อนทุกอย่างของบริษัทออกไปให้กับนักลงทุน และขณะเดียวกัน IR มีหน้าที่มากกว่านั้นคือ IR ก็เป็นตัวสะท้อนความต้องการของนักลงทุน กลับเข้าไปที่องค์กร ถ้า IR ทำหน้าที่ได้ 2 อัน ถือว่าเป็น IR ที่ผู้จัดการกองทุนมองว่าชั้นเลิศแล้ว